อุบลราชธานี

สภาพบ้านเมืองอุุบลราชธานีสมัยก่อนนั้นอยู่ในสภาพที่ลูกบ้านมีความเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องที่ การทำมาหากินไม่ต้องแก่งแย่งกันเพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์ในดินสินในน้ำ ประชาชนตั้งมั่นอยู่ในจารีตประเพณีและศีลธรรมอันดีงาม จนสมัยที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เสด็จมาประทับที่เมืองอุบลราชธานี สภาพเศรษฐกิจ สังคมเปลี่ยนไปเป็นแบบสมัยใหม่ พระกรณีกิจสำคัญที่นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เมืองอุบลราชธานีได้แก่ จัดตั้งกองทหาร กองตำรวจภูธร ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ส่งเสริมด้านการศึกษา จัดให้มีการสอนหนังสือไทยในเมืองอุบลราชธานี มีการตัดถนนหนทางให้เป็นสัดส่วนและเป็นระเบียบ และนำเอาชื่อเจ้านายพื้นเมืองมาใส่เป็นชื่อถนน อาคารบ้านเรือนในสมัยนั้นส่วนมากจะเป็นตึกดินซึ่งเป็นตึกแบบจีนเป็นตึกสมัยแรก ต่อมาจึงมีตึกห้างคือตึกสองชั้น สิ่งเหล่านี้ได้มีพัฒนาการไปสู่ความเจริญงอกงามตามยุคสมัยมาจนถึงปัจจุบัน

การเมืองการปกครองเมืองอุบลราชธานี

เมืองอุบลราชธานีระยะแรกก่อนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น มีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราชขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานคร การปกครองบ้านเมืองคงยึดหลักจารีตประเพณีโบราณที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งนครหลวงพระบางและเวียงจันทน์ยังเป็นราชธานี ผู้ปกครองสูงสุดของเมืองคือ คณะอาญาสี่ หรือ อาชญาสี่ อันประกอบด้วย เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร รวม 4 ตำแหน่ง แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 กอง ตามตำแหน่งและประกาศให้ราษฎรมาขึ้นสำมะโนครัวในกองใดกองหนึ่งตามความสนใจ ปี พ.ศ.2434

โรงภาพยนตร์เฉลิมสิน

โรงภาพยนตร์เฉลิมสิน ตั้งอยู่ที่สี่แยกวงเวียนน้ำพุ ใกล้กับเชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย เป็นหนึ่งในโรงภาพยนตร์ของเมืองอุบลราชธานีที่ได้รับความนิยมจากผู้คนในสมัยนั้น ปัจจบันได้เปลี่ยนเป็นร้านขายรองเท้าบาจา และขายโคมไฟฟ้าแล้ว โรงภาพยนตร์ที่เกิดขึ้นในเมืองอุบลราชธานีมีหลายโรง มีลักษณะเป็นโรงเดี่ยว และมีการฉายหนังควบ คือ ซื้อตั๋วหนึ่งใบสามารถดูได้สองเรื่องต่อกัน โรงภาพยนตร์ในเมืองอุบลราชธานี เช่น โรงภาพยนตร์ใต้ฟ้า ถนนพรหมราช ตรงข้ามวัดกลาง โรงภาพยนตร์เฉลิมวัฒนา (เดิม) ถนนพรหมเทพ ใกล้ ๆ กับโรงภาพยนตร์ใต้ฟ้า โรงภาพยนตร์อุบลภาพยนต์ 1 ถนนยุทธภัณฑ์ หลังโรงแรมอุบลศรีกมล โรงภาพยนตร์อุบลภาพยนต์ 2

การคมนาคมขนส่งและพาหนะ

ในการสร้างเมืองอุบลราชธานีของพระปทุมวรราชสุริยวงศ์นั้น ใช้เวลาในการสร้าง 2 ปีจึงแล้วเสร็จ ได้มีการสร้างถนนสายแรกคือถนนเขื่อนธานี โดยการพูนดินเป็นเขื่อน และสร้างเชิงเทินดินรอบเมืองด้านเหนือ แนวถนนเขื่อนธานีมีประตูเข้าเมือง 4 ประตู ทำค่ายคูประตูเมืองด้วยเสาไม้แก่นรอบเมือง 3 ด้าน ประตูทั้งสี่ตั้งอยู่สี่แยกถนนหลวง สี่แยกถนนอุปราช สี่แยกถนนราชบุตร สี่แยกถนนราชวงศ์ ตัดกับถนนเขื่อนธานีตลอดสาย ถนนหนทางในเมืองจะเป็นระเบียบ ในอดีตการคมนาคมโดยทางบกส่วนใหญ่จะใช้เกวียน ทางน้ำจะใช้เรือ เพราะยังไม่มีรถอย่างทุกวันนี้  รถม้า

สถานีรถไฟอุบลราชธานี

ประวัติการสร้างเส้นทางรถไฟสายนครราชสีมา – อุบลราชธานี หลังจากการก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา แล้วเสร็จและเปิดการเดินรถ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2443 จนถึงปี พ.ศ. 2460 จึงได้เริ่มทำการก่อสร้างทางรถไฟต่อไปยังสถานีอุบลราชธานี โดยเป็นทางกว้าง 1.00 เมตร เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดทางรถไฟจากกรุงเทพ – นครราชสีมา ซึ่งเดิมได้วางเอาไว้ขนาดกว้าง 1.435 เมตร และอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนให้มีความกว้าง 1.00

มณฑลทหารบกที่ 22

มณฑลอีสาน แต่เดิมเรียกว่า มณฑลลาวกาว มีอุปราช และเจ้าผู้ครองนครปกครองกิจการทหารในสมัยนั้น ได้จัดตั้งเป็นหน่วย กรม กอง แต่ไม่มีการเกณฑ์พลเรือนเข้ารับราชการเมื่อมีราชการสงคราม เจ้าผู้ครองนครก็เกณฑ์ไพร่พลออกทำการป้องการบ้านเมือง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริว่าการจัดทหารป้องกัน ประเทศกระทำอย่างสมัยก่อนไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องมีกำลังทหารเป็นปึกแผ่นและมีการจัดระบบทหารตามแบบยุโรป  ปี พ.ศ. 2431 สมัยสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจัดตั้งกองทหารที่เมืองอุบลราชธานี และเมืองจำปาศักดิ์ มีกำลังพลประมาณ 600 นาย เรียกว่า มณฑลลาวกาว

ตลาดสดเทศบาลเมืองอุบลราชธานี หรือ ตลาดใหญ่

ตลาดสดเทศบาลเมืองอุบลราชธานี หรือ "ตลาดใหญ่" ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ใกล้เชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย เป็นตลาดสดที่เก่าแก่ของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นแหล่งซื้อขายสินค้าอาหารสด  ทั้งในแบบขายส่งและขายปลีก มีผู้คนไปจับจ่ายซื้อใช้สอยซื้อสินค้าที่ตลาดใหญ่เป็นจำนวนมาก อาคารตลาดสดสร้างเสร็จวันที่ 24 พฤษภาคม 2507 ภายหลังใช้งานได้ 45 ปี อาคารตลาดมีสภาพทรุดโทรมลงจึงได้มีการซ่อมแซมปรับปรุงให้ให้มีความทันสมัย สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีสิ่งอำนวยความสะดวก และมีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่ครบถ้วนขึ้น โดยมีการเปิดใช้อาคารหลังใหม่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2552  

เจ้าอาวาสวัดศรีอุบลรัตนาราม

พระครูสีเทา ชยเสโน เจ้าอาวาสรูปที่ 2 ของวัดศรีอุบลรัตนาราม (พ.ศ. 2433-2434) ผู้เป็นกรรมวาจาจารย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอริยกวีธัมมรักขิโต (อ่อน) อดีตเจ้าคณะใหญ่มลฑลอีสาน และเจ้าอาวาสวัดศรีทอง รูปที่ 3 (พ.ศ.2434-2446) พระครูประจักษ์อุบลคุณ (ญาณาสโย สุ้ย) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีและเจ้าอาวาสวัดศรีทอง รูปที่ 5 (พ.ศ.

นางอรพิน ไชยกาล

นางอรพิน ไชยกาล เกิดที่บ้านเหนือ  ถนนอุปราช  อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สมรสกับนายเลียง  ไชยกาล การศึกษา จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนนารีนุกูล พ.ศ. 2458 จบโรงเรียนฝึกหัดครูสตรี “เบญจมราชาลัย”  พ.ศ. 2466 ผลงาน เป็นครูใหญ่โรงเรียนนารีนุกูล เมื่อ ปี พ.ศ.2467

นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์

นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ที่บ้านหนองยาง ตำบลหัวเรือ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี สมรสกับเจ้าศิริบังอร ณ จำปาศักดิ์ การศึกษา ประกาศนียบัตรชุดครูมัธยม เนติบัณฑิตไทย การรับราชการ พ.ศ. 2477 ครูโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ต่อมาได้เลื่อนเป็นครูใหญ่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช  พ.ศ. 2483