Categoryความเป็นอยู่และประเพณี

อุบลราชธานี

สภาพบ้านเมืองอุุบลราชธานีสมัยก่อนนั้นอยู่ในสภาพที่ลูกบ้านมีความเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องที่ การทำมาหากินไม่ต้องแก่งแย่งกันเพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์ในดินสินในน้ำ ประชาชนตั้งมั่นอยู่ในจารีตประเพณีและศีลธรรมอันดีงาม จนสมัยที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เสด็จมาประทับที่เมืองอุบลราชธานี สภาพเศรษฐกิจ สังคมเปลี่ยนไปเป็นแบบสมัยใหม่ พระกรณีกิจสำคัญที่นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เมืองอุบลราชธานีได้แก่ จัดตั้งกองทหาร กองตำรวจภูธร ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ส่งเสริมด้านการศึกษา จัดให้มีการสอนหนังสือไทยในเมืองอุบลราชธานี มีการตัดถนนหนทางให้เป็นสัดส่วนและเป็นระเบียบ และนำเอาชื่อเจ้านายพื้นเมืองมาใส่เป็นชื่อถนน อาคารบ้านเรือนในสมัยนั้นส่วนมากจะเป็นตึกดินซึ่งเป็นตึกแบบจีนเป็นตึกสมัยแรก ต่อมาจึงมีตึกห้างคือตึกสองชั้น สิ่งเหล่านี้ได้มีพัฒนาการไปสู่ความเจริญงอกงามตามยุคสมัยมาจนถึงปัจจุบัน

พิธีทำศพแบบนกหัสดีลิงค์

เจ้าเมืองอุบลราชธานีหรืออาญาสี่ ถือเป็นราชสกุลที่มาจากเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า เมื่อท่านเหล่านี้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ตามขนบประเพณีให้เชิญศพขึ้นเมรุรูปนกหัสดีลิงค์หรือนกสักไดลิงค์ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเจ้านายเมืองเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า แล้วชักลากออกไปบำเพ็ญกุศลที่ทุ่งศรีเมืองเป็นเวลา 3 วัน การทำศพแบบนี้จะจำกัดเฉพาะกลุ่มเจ้านายเมืองอุบลราชธานีเท่านั้น มาภายหลังเมื่อกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ปกครองเมืองอุบลราชธานี ให้ยกเลิกประเพณีการเผาศพที่ทุ่งศรีเมือง และอนุญาตให้พระเถระที่มีคุณธรรมเมื่อมรณภาพให้จัดประเพณีการทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ได้ด้วย โดยเริ่มจากท่านธรรมบาลผุย หลักคำเมือง เจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม และนับเป็นพิธีศพแบบนกหัสดีลิงค์เป็นตัวสุดท้ายที่ได้รับเกียรติให้เผาที่ที่ทุ่งศรีเมือง หลังจากนั้นไม่มีการเผาศพที่ทุ่งศรีเมืองอีกเลย จนกระทั้งปี 2558 ชาวอุบลราชธานีได้รื้อฟื้นพิธีทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ขึ้นอีกครั้งในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระเทพกิตติมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาวนาราม ณ เมรุชั่วคราวปราสาทนกหัสดีลิงค์

ประเพณีแห่เทียนพรรษา อุบลราชธานี

ก่อนสมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองอุบลราชธานี ชาวบ้านจะฟั่นเทียนยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพื่อจุดบูชาจำพรรษา หาน้ำมันไปถวายพระสงฆ์ และหาเครื่องไทยทานและผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระ ครั้งในสมัยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้เป็นผู้สำเร็จราชการที่เมืองอุบลราชธานี คราวหนึ่งมีการแห่บั้งไฟที่วัดกลาง มีคนไปดูมาก ในการแห่บั้งไฟมีการตีกันในขบวนแห่จนถึงแก่ความตาย เสด็จในกรมเห็นว่าไม่ดีจึงเลิกการแห่บั้งไฟ และเปลี่ยนเป็นการแห่เทียนแทน การแห่เทียนแต่เดิมนั้นไม่ได้ใหญ่โตเช่นปัจจุบัน เพียงแต่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเทียนแล้วนำเทียนมาติดกับลำไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ตามรอยต่อ หากระดาษจังโก้ (กระดาษสีเงินสีทอง) ตัดเป็นฟันปลาติดปิดรอยต่อ เสร็จแล้วนำต้นเทียนไปมัดติดกับปิ๊บน้ำมันก๊าดฐานของต้นเทียนใช้ไม้ตีเป็นแผ่นเรียบ หรือทำสูงขึ้นเป็นชั้นๆติดกระดาษ เสร็จแล้วมีการแห่นำไปถวายวัด พาหนะที่ใช้ นิยมใช้เกวียนหรือล้อเลื่อนที่ใช้วัวหรือคนลากจูง ถ้าเป็นวัวก็มักจะมีการตกแต่งรอบเขา คอ

ประเพณีส่วงเฮือ

การส่วงเฮือเป็นกีฬาของชาวอีสานโบราณที่มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้ลำห้วย ลำคลอง หนอง บึง แม่น้ำ อาจเป็นคนในหมู่บ้านละแวกเดียวกันหรือไกลออกไป แต่มีเส้นทางคมนาคมทางน้ำติดต่อกันเพื่อสะดวกในการเดินทางไปมาหาสู่กัน เฮือส่วง (เรือแข่ง) ได้จากวัด ไม่มีการซื้อขาย เกิดจากแรงศรัทธาบุกป่าฝ่าดงลึกเข้าไปตัดไม้ชักลากลงมาแล้วจึงปลูกโฮงเฮือน (โรงเรือน) เก็บรักษาไว้ที่วัด เฮือส่วงที่ได้จากหมู่บ้านที่ไม่มีวัดแต่ปรารถนามีไว้สำหรับใช้เส็ง (แข่งขัน) กับหมู่บ้านอื่นๆ จึงร่วมกันลงแขก ค้นหา สรรหา หรือซื้อหา การขุดเฮือส่วง ในสมัยโบราณการขุดเฮือส่วงใช้ไม้เนื้อแข็งในการขุดเรือ