หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา

หม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา เกิดเมื่อ พ.ศ.2422 ที่เมืองอุบลราชธานี เป็นธิดาคนที่ 9 ของท้าวสุรินทร์ ชมภู และนางดวงจันทร์ ได้เข้าพิธีบายศรีสู่ขวัญถวายตัวเป็นชายาของพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เมื่อเดือนมีนาคม ร.ศ. 112 (พ.ศ.2437) ได้ให้กำเนิดโอรส 2 องค์ คือ หม่อมเจ้าอุปลีสาน

โรงเรียนฮั้วเฉียวกงฮัก

โรงเรียนฮั้วเฉียงกงฮัก เป็นโรงเรียนจีนแห่งเดียวในจังหวัดอุบลราชธานี ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2470 เดิมชื่อ โรงเรียนเจี๊ยหม่ง ตั้งอยู่ที่ศาลเจ้าพุทธก๋ง ถนนพรหมเทพ (ในปัจจุบัน) เมื่อ พ.ศ. 2474 ได้ย้ายมาทำการที่บ้านเลขที่ 99 ถ.เขื่อนธานี อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันเป็นเลขที่ 185 ถ.เขื่อนธานี ต.ในเมือง อ.เมือง

โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เดิมชื่อ "โรงพยาบาลอุบลราชธานี" ได้ก่อสร้างในปี พ.ศ.2478 ในสมัย พ.ต.อ.พระขจัดทารุณกรรม เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่าจังหวัดอุบลราชธานี เป็นจังหวัดที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล ยังขาดสถานพยาบาลอันทันสมัย มีเพียงสุขศาลาห้องเล็ก ๆ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ตรงกับที่ตั้งสถานกาชาดที่ 7 ซึ่งไม่สามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยมารักษาให้เหมะสมกับเป็นจังหวัดสำคัญได้ จึงได้หาวิธีที่จะได้สถานที่และเงินมาก่อสร้างโรงพยาบาลที่ทันสมัยเป็นการถาวร สามารถอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เจ็บไข้ต่อไปในที่สุด หม่อมเจ้าอุปลีสาน ชุมพล ได้ประทานที่ดินของพระองค์แปลงหนึ่งที่สวนโนนดง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของสถานีตำรวจ อันเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลปัจจุบันนี้

หาดวัดใต้

หาดวัดใต้เป็นเกาะและหาดทรายอยู่กลางแม่น้ำมูล ตั้งอยู่ใกล้บริเวณคุ้มวัดใต้เทิง หรือ วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ถ้ายืนบนสะพานรัตนโกสินทร์ 200 ปี แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออกจะมองเห็นเกาะนี้ได้ หลังฤดูฝนเมื่อน้ำลงจะเห็นเป็นเกาะ ๆ อยู่กลางแม่น้ำมูล บนเกาะจะมีความสวยงามของหาดทรายที่ขาวสะอาด ร่มรื่นด้วยต้นไม้ และจะมีร้านอาหารตั้งบนแพไว้ให้บริการ ชาวเมืองอุบลราชธานีนิยมไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจและรับประทานอาหารอร่อย ๆ ที่นั่น ภาพถ่ายที่หาดวัดใต้ พ.ศ.2486

ด่านชายแดนช่องเม็ก

ช่องเม็ก เป็นจุดผ่านแดนไทย-ลาว ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสิรินธร ห่างจากตัวจังหวัดราว 90 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ชายแดนติดต่อระหว่างไทยกับลาว ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนจุดเดียวในภาคอีสานที่สามารถเดินทางไป ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยทางพื้นดิน ในขณะที่จุดอื่นจะต้องข้ามลำน้ำโขง และเป็นที่สิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 217 จากอุบลราชธานี ในสมัยก่อนนั้นบริเวณนี้เป็นสถานที่เล่นการพนัน ซึ่งจะมีคนไทยและคนลาวเข้าไปเล่นกัน ทางหลวงหมายเลข 217 นี้จะเชื่อมกับถนนในเขตลาวเข้าไปสู่เมืองปากเซในอีก 38 กิโลเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงสายเอเชีย ปัจจุบันบริเวณช่องเม็กมีด่านตรวจคนเข้าเมือง

ประเพณีแห่เทียนพรรษา อุบลราชธานี

ก่อนสมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองอุบลราชธานี ชาวบ้านจะฟั่นเทียนยาวรอบศีรษะไปถวายพระเพื่อจุดบูชาจำพรรษา หาน้ำมันไปถวายพระสงฆ์ และหาเครื่องไทยทานและผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระ ครั้งในสมัยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้เป็นผู้สำเร็จราชการที่เมืองอุบลราชธานี คราวหนึ่งมีการแห่บั้งไฟที่วัดกลาง มีคนไปดูมาก ในการแห่บั้งไฟมีการตีกันในขบวนแห่จนถึงแก่ความตาย เสด็จในกรมเห็นว่าไม่ดีจึงเลิกการแห่บั้งไฟ และเปลี่ยนเป็นการแห่เทียนแทน การแห่เทียนแต่เดิมนั้นไม่ได้ใหญ่โตเช่นปัจจุบัน เพียงแต่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเทียนแล้วนำเทียนมาติดกับลำไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ตามรอยต่อ หากระดาษจังโก้ (กระดาษสีเงินสีทอง) ตัดเป็นฟันปลาติดปิดรอยต่อ เสร็จแล้วนำต้นเทียนไปมัดติดกับปิ๊บน้ำมันก๊าดฐานของต้นเทียนใช้ไม้ตีเป็นแผ่นเรียบ หรือทำสูงขึ้นเป็นชั้นๆติดกระดาษ เสร็จแล้วมีการแห่นำไปถวายวัด พาหนะที่ใช้ นิยมใช้เกวียนหรือล้อเลื่อนที่ใช้วัวหรือคนลากจูง ถ้าเป็นวัวก็มักจะมีการตกแต่งรอบเขา คอ

ประเพณีส่วงเฮือ

การส่วงเฮือเป็นกีฬาของชาวอีสานโบราณที่มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้ลำห้วย ลำคลอง หนอง บึง แม่น้ำ อาจเป็นคนในหมู่บ้านละแวกเดียวกันหรือไกลออกไป แต่มีเส้นทางคมนาคมทางน้ำติดต่อกันเพื่อสะดวกในการเดินทางไปมาหาสู่กัน เฮือส่วง (เรือแข่ง) ได้จากวัด ไม่มีการซื้อขาย เกิดจากแรงศรัทธาบุกป่าฝ่าดงลึกเข้าไปตัดไม้ชักลากลงมาแล้วจึงปลูกโฮงเฮือน (โรงเรือน) เก็บรักษาไว้ที่วัด เฮือส่วงที่ได้จากหมู่บ้านที่ไม่มีวัดแต่ปรารถนามีไว้สำหรับใช้เส็ง (แข่งขัน) กับหมู่บ้านอื่นๆ จึงร่วมกันลงแขก ค้นหา สรรหา หรือซื้อหา การขุดเฮือส่วง ในสมัยโบราณการขุดเฮือส่วงใช้ไม้เนื้อแข็งในการขุดเรือ

โรงเรียนอัสสัมชัญอุบลราชธานี

โรงเรียนอัสสัมชัญอุบลราชธานี เดิมโรงเรียนแห่งนี้มีชื่อว่า “โรงเรียนสัพพัญญูวิทยาสงเคราะห์” เปิดทำการสอนครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2500 ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของมิสซังคาทอลิกอุบลราชธานี มีอาคารเรียน 1 หลัง เป็นอาคารไม้สองชั้น เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา โดยมีบาทหลวงบุปผา สลับเชื้อ เป็นครูใหญ่คนแรก ในปีการศึกษา 2508 มิสซังคาทอลิกอุบลราชธานีโดยมุขนายกในสมัยนั้นคือ พระสังฆราส เกลาดิอุส บาเย ได้เชื้อเชิญในภราดาคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยเข้ามาบริหาร

โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี

โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี ก่อตั้งเมื่อ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2487 ที่ คุรุสัมมนาคาร (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของร้านค้าสหกรณ์ครู อุบลราชธานี) ในขณะนั้นมี นักเรียน 25 คน เปิดสอนเฉพาะชั้น อนุบาลปีที่ 1 สังกัดกองฝึกหัดครู กรมสามัญศึกษา โดยมีอาจารย์เศวต จึงเจริญ เป็นครูใหญ่ และโรงเรียนได้ขยายขึ้นเรื่อยๆ จนปี